www's profileMy life, it learning =...BlogListsGuestbookMore Tools Help

Blog


    born on the fourth of july

              

     

    เมื่อวันก่อนแอบไปโฉบบ้านข้างเรือนเคียง  แล้วเห็นเขาได้พูดถึงหนังเก่าที่ช่วงหนึ่งเราเคยเป็นบ้าดูซ้ำๆหลายรอบ

    ตั้งแต่วันก่อนนั้นเลยกลับกลายเป็นว่าฤดูกาลของหนังเก่ายังไม่จางหายไป 

    ถึงวันนี้เราก็ยังคงขุดๆคุ้ยๆหนังเก่าที่เราเก็บไว้และกำลังถูกทยอยออกมาดูอย่างต่อเนื่อง

    born on the fourth of july  เป็นหนังเก่าปี 1989  ถ้านับถึงปัจจุบันเวลาก็ผ่านล่วงเลยมาแล้ว 20 ปี

    แต่เรากลับดูด้วยอารมณ์ของความรู้สึกที่ตะลึงงัน  ถ้าเป็นเพราะเราไม่เคยดูหนังเรื่องนี้มาเนิ่นนานแล้ว  เราคงไม่เชื่อว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังปี 1989

    การดำเนินเรื่อง  เนื้อหา  มันยังคงเป็นคำถามกับกงล้อของปัจจุบันได้อย่างไม่ล้าหลัง

    เพียงแต่ ณ วันนี้เราเกิดมีคำถามเพิ่มขึ้นมาในใจว่า

    ถ้าหากสังคมยังเป็นเช่นนี้  ใคร??? จะไปสู้รบให้กับคุณ???

    ไม่ใช่เพราะเขากลัวสงคราม  หรือความตาย

    เพราะยังงัยซะหมอก็สามารถที่จะช่วยชีวิตเราได้  แต่หมอก็ไม่อาจสามารถทำให้เรารอดตายได้

    ความตายมันเป็นของคู่กันกับการเกิด และมันก็ติดตัวเราอยู่ตลอดเวลา  เรื่องอย่างนี้ใครๆก็รู้อยู่แก่ใจ

    เพียงแต่ว่า...

    เขาเกิดความไม่แน่ใจว่า  เขาสู้เพื่ออะไร???  สู้เพื่อใคร???  สู้เพื่อประเทศ???  สู้เพื่อคุณ???

    (มันเป็นคำถามที่เราสมมติขึ้นมาว่า ถ้าหากเราถูกเรียกตัวให้ไปเป็นทหารหญิงเพื่อออกรบ)

    หนังเสียดสีถึงการพ่นลมของนักการเมืองได้ดี  และมันยังคงสถิตอยู่ในทุกชั้นชนและทุกแห่งหนเสมือนเชื้อโรค

    ผู้หาเสียงในเรื่องกล่าวว่า  “บุคคลที่กลับมาจากสงครามเวียดนาม เป็นบุคคลที่พวกเราต้องให้ความเคารพ”

    แต่ข้างนอกการหาเสียงกลับมีการสลายม๊อบโดยใช้ความรุนแรง ต่อเหล่าทหารที่พิการเป็นผลจากการรบในสงครามเวียดนาม

    เพียงเพราะเหล่าทหารแสดงเจตนา ต่อต้านสงคราม ไม่เอาสงคราม

    หนังเรื่องนี้เมื่อ 20 ปีก่อน  ทหารกลับมาจากสงครามพร้อมพบกับความผิดหวังต่อประชาชนในประเทศ

    คนภายในประเทศเขาไม่สนใจสงคราม  พวกเขาสนใจแต่ความสุขสบาย  พวกขาไม่ใส่ใจกับบุคคลที่กลับมาจากสนามรบ

    แล้วคุณจะยังต้องการให้ใครมารบเพื่อคุณอีกหรือ ???  และความเป็นประเทศอยู่ตรงใหน ???

     

                

    แต่ยังงัยซะ ในทัศนะของเรา

    ก่อนจะกล่าวตำหนิผู้อื่น  โปรดสำรวจตัวเองก่อนว่า

    คุณเป็นคนสร้างความทุกข์ใจให้เกิดขึ้นต่อคนรอบข้างและคนในครอบครัวคุณหรือไม่

    คุณคอยแต่ทะเลาะเบาะแว้งกับสังคมในครอบครัวคุณหรือไม่

    คุณคอยแต่ตำหนิสังคม  แล้วคุณเคยถามตัวเองหรือไม่ว่าทำไมลูกคุณถึงติดยา

    คุณคอยแต่ตำหนิคนรอบข้าง  แล้วคุณเคยคิดหรือไม่ว่าคนรอบข้างเขาชอบคุณหรือไม่

    ฯลฯ

    เราชอบความคิดที่เห็นได้ของปราชญ์ชาวนา  ที่แถบอื่นๆคอยแต่เรียกร้องwantการประท้วง

    แต่พวกเขากลับยึดมั่นทำมาหากินโดยวิถีทางของตนต่อไป 

    โดยบอกไว้ว่า  ถ้าตัวเราเข้มแข็ง  ครอบครัวเราก็จะเข้มแข็ง  หมู่บ้านเราก็จะเข้มแข็ง

    สังคมเราก็จะเข้มแข็ง  เมื่อถึงวันนั้นเราไม่ต้องคอยฟังเสียงว่าใครจะโยนอะไรมาให้เรากิน

    แต่คนที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้ควบคุมทุกอย่างได้ต่างหากหละ   ที่จะต้องหันมาให้ความสำคัญและสนใจในสิ่งที่เราพูดและทำ

    เพราะเขาไม่สามารถ  ทำเหมือนที่พูด  และพูดเหมือนที่ทำ  ได้อย่างชุมชนเข้มเข็งงัยหละ

     

    ฉันว่าฉันป่วย???

     

    บนโต๊ะทำงานของฉัน เต็มไปด้วยหนังสือที่บ่งบอกให้เห็นถึงสัญลักษณ์ของการถูกอ่านทิ้งค้างไว้  

    หน้าของมันถูกกางแยกออกจากกัน  และมันก็ไม่ใช่มีเพียงแค่เล่มเดียวเท่านั้น  

    มันยังมีเล่มอื่นๆอีกหลายเล่มที่แสดงลักษณะออกมาแบบเดียวกัน 

    มันถูกวางทับซ้อนไขว้กันไปมา  เพื่อความสะดวกต่อการดึงเล่มที่ต้องการจะอ่านขึ้นมาในทันทีทันใด 

    มองดูเหมือนว่าฉันไม่มีเวลามากพอที่จะให้กับการอ่านหนังสือเพียงทีละเล่ม  ฉันเลือกอ่านเฉพาะบางตอนของแต่ละเล่ม 

    และแต่ละเล่มมันก็มีข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงกัน

     

    กินข้าว...ฉันเอาจานข้าววางทับบนกองหนังสือที่ถูกกางทิ้งไว้ไข้วทับกันไปมา  ฉันขี้เกียจเก็บเพราะเดี๋ยวมันก็ต้องถูกจัดวางให้อยู่ในท่าที่เหมือนเดิมอีก 

    ฉันกินข้าวทั้งที่จานข้าวอยู่บนกองหนังสือ 

    คิดคล้ายเหมือนคนป่วยที่ต้องกินข้าวบนเตียง  โดยมีโต๊ะเหล็กยื่นติดล้อหมุนเป็นเครื่องมือคอยช่วยเหลือเพื่อให้กินข้าวบนเตียงผู้ป่วยได้

     

     

    บนโต๊ะทำงานของฉัน  เต็มไปด้วยสายไฟ  รางปลั๊กอยู่ฝั่งขวามือ  พัดลมตัวเล็กอยู่ฝั่งซ้ายมือติดๆกับโต๊ทำงาน  สายของมันจึงถูกพาดผ่านบนโต๊ะทำงาน  

    โน๊ตบุ้คของฉันถูกวางไว้ให้อยู่บนกองหนังสือที่สถิตอยู่บนโต๊ะทำงานแทนที่จานข้าว   เพราะฉันกินอิ่มแล้ว

    สายไฟของมันระโยงระยางเลื้อยไปมาบนโต๊ะ เพราะรางปลั๊กไฟอยู่ขวามือมันใกล้กัน 

    ความยาวของสายไฟโน้ตบุ้คจึงไร้ความหมายในเรื่องของระยะทาง  มันกองขดม้วนอย่างไม่เป็นระเบียบอยู่บนโต๊ะทำงาน  

     มือถือแบตกำลังจะหมดมันจึงต้องการไฟฟ้าวิ่งเข้าสู่ตัวมัน มันจึงจะสามารถทำหน้าที่ของมันต่อไปได้   

    มันถูกวางไว้ตรงขวามือใกล้รางปลั๊กไฟพร้อมด้วยสายไฟ 

    mp4 เดี๋ยวซักพักฉันต้องใช้มันแต่แบตมันไร้เรี่ยวแรงอ่อนพลัง  มันจึงส่งสัญญาณแบบเดียวกันกับมือถือ

    มันกำลังต้องการไฟฟ้าและตอนนี้มันก็กำลังเสพไฟฟ้านอนเอกเขนกอยู่ข้างๆมือถือ 

    ฉันต้องใช้อินเตอร์เนต โมเดมต้องการไฟฟ้าและสายของมันก็พาดอยู่บนโต๊ะทำงานเพื่อไปให้ถึงฝั่งทางชวามือที่เป็นโต๊ะทำงาน

    สายไฟ...สายระโยงระยางจุ้นๆวุ่นๆดูมั่วๆซั่วๆ   คิดคล้ายเหมือนคนไข้ขั้นโครม่าที่รอบกายเพียบพร้อมไปด้วยความระโยงระยาง

    แล้วตกลงเป็นอันว่า...ฉันป่วยเป็นอะไร ???

     

     

                                       

     

    หมายเหตุ.....ห้ามบอกว่าเป็นบ้าน๊ะ  อันนั้นเรียกว่า...อาการปรกติจ๊ะ   ยิ้มแฉ่ง

     

    กับคำถามบน msn

     

    เหงาตัวเท่าหมู่บ้าน  พูดว่า:

    มีแฟนรึยังครับ

    …….

    อีกฝ่าย ไม่มีคำตอบใดๆ

     

    ในเหตุการณ์นี้  สำหรับคนที่ยังไม่มีแฟน    คำถามนี้คงสามารถตอบได้อย่างง่ายดาย  และสปีดคงเร็วกว่าหนึ่งวินาที 

    ก็น๊ะ  แหม๋...ก็ฉันหนะอยากให้รู้อยู่แล้วหนิ   รอแค่ว่าเมื่อไหร่จะถามซะที  ไม่รู้เหรองัยว่าพิมพ์คำตอบไว้รอคำถามนี้อยู่แล้วจ๊ะ

    และ...

    สำหรับคนที่มีแฟนแล้ว  ในสถานภาพที่มีความชัดเจนต่อกัน   และถ้าหากคำถามนี้  มันเกิดถามขึ้นในช่วงที่

    กำลังสวี๊ทสวีทกันดี๊ดี  มันก็คงเป็นคำถามที่มีคำตอบที่ชัดเจนและคงพิมพ์มันด้วยความภูมิอกภูมิใจรอไว้อยู่แล้วเช่นกัน

    แต่...

    คุณว่ามั๊ย   คำถามนี้จะมีผลกับความไม่ชัดเจนต่อบางคู่เท่านั้น    คู่ที่อยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก  จะเลิกก็ไม่ใช่  

    จะเป็นแฟนก็ไม่เชิง  จะแค่เพื่อนสนิท (อ๊ะ ได้งัยต้องเป็นมากกว่านั้นสิ)  จะดูๆกันอยู่  หรือเหตุผลอื่นใดอีกมากมายก็ตาม  

    ยังงั๊ยยังงัยก็คงต้องตกอยู่ในสภาวะแหม๋..มันช่างตอบยากซะจริงจริ๊งงง 

    ในขณะที่ตรอง ...ใจก็เต้นตุบตั๊บ อึดอัด กะสับกะส่าย   ถ้าตอบช้า  อีกฝ่ายต้องรู้แกวเราเป็นแน่

    ถ้าจะให้ตอบว่า : มีแล้วแฟนแล้ว   ทางนี้ก็อดหนะสิ   แต่กะอีกฝั่งจะชัวร์กะเรารึปล่าวก็ไม่รู้

    ถ้าจะให้ตอบว่า : ยังไม่มี   ทางนี้ก็พอมีหวัง  แต่ถ้าหากอีกฝั่งรู้ความในใจเข้า   เราก็อดแถมด้วยจ๋อยอีกต่างหาก

     

    ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ 

    คุณคิดเหมือนกันมั๊ย  คนเรามันไม่ได้เก่งไปซะทุกๆเรื่อง  เพราะฉะนั้นการทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมๆกันมันก็มักจะออกมาไม่ได้ดีในทุกๆอย่างที่ทำ  

    เหมือนดั่งกับการเหยียบเรือสองแคม  จับปลาสองมือ  อะไรทำนองนั้น

    แต่ถ้าหากสิ่งที่เราเลือกที่จะทำแล้ว ตัดสินใจแล้ว  ถึงผลมันจะออกมาเป็นความล้มเหลว

    คุณเคยได้ยินมั๊ย   คนที่ไม่เคยผิดพลาด  คือคนที่ไม่เคยทำอะไร   ถึงเราจะไม่ได้หัวใจเขา  แต่จงภูมิใจเถอะที่เขาได้หัวใจเราไป 

    ความล้มเหลวในครั้งนี้  ถือเป็นตำราอันทรงคุณค่าต่อการศึกษา   เยอะแยะจะตายไปกับประโยคปลุกเร้าพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสเนี่ย

     

    แล้วจะให้ทำยังงัยหละ???

    อันนี้เราก็คงตอบแทนใครไม่ได้  เพราะบ่อยครั้งไปที่ตัวเราเองยังไม่เข้าใจตัวเอง  และนับประสาอะไรจะไปเข้าใจคนอื่น  

    และอีกอย่างสภาวะยังงี้คงไม่เกิดขึ้นกับเราแน่นอน  เชื่อดิ.....เอามั๊ยเราจะบอกเคล็ดลับให้    

    ที่คำถามนี้มันจะไม่เกิดขึ้นกับเราก็เพราะว่า  แหะ แหะ

    ก็เพราะเราหนะ   แทบจะไม่ออน  msn เลยอะดิ  อิอิ

    สวัสดี J 

     

     

    รถร่วมทางสอนฉันว่า…

                         

    (เขียนไว้นานละ แต่พึ่งจะสบโอกาสค่ะ)

     

    เช้านี้อากาศสดใส   พร้อมกับหัวใจอันเบิกบาน

    ฉันก้าวเท้าขึ้นตามลำดับของขั้นบันไดรถสองแถว 

    ซึ่งเป็นคิวรถสองแถวขาประจำที่ฉันต้องโดยสารเพื่อออกไปสู่ถนนใหญ่ในทุกๆเช้า   

    ขึ้นตรงต้นสายก็ย่อมมีโอกาสได้นั่งมากกว่าที่จะได้ยืน   

    ในทุกๆเช้ามันจึงเป็นการเดินทางอันแสนที่จะสะดวกสบายที่ฉันสามารถเลือกได้เอง  

    เมื่อรถสองแถวเริ่มเคลื่อนตัวออกจากคิวรถ  ผู้โดยสารที่กำลังจะร่วมทางยืนรอเป็นจุดๆเป็นระยะๆ 

    รถสองแถวจึงต้องคอยจอดเป็นระยะๆ   ผู้เดินร่วมทางมีหลายๆคนที่คุ้นหน้าคุ้นตากัน

    จึงไม่แปลกที่เมื่อเราสบตากันแล้ว จะต้องทักทายกันโดยวิธีอมยิ้มให้แก่กัน (แล้วทำไมไม่ฉีกยิ้มไปเลยนา)  

    และแล้วผู้ที่เราเองก็ไม่เคยเห็นหน้า  ได้โผล่ตัวมาพร้อมกับร่างกายอันบึกบึนและกำยำ  

    ประเมินจากสายตาอันค่อนข้างมีความบกพร่องมากกว่าสมบูรณ์  อายุของชายผู้นี้น่าจะราวๆสามสิบต้นๆ    

    สวมใส่เสื้อยืดแบบฟิตเปรี้ย  ไม่มีรอยยับ(ตั้งใจจะโชว์สัดส่วนโดยเฉพาะกร้ามป่าวนา) 

    กางเกงยีนส์สะอาดสะอ้านสมสัดสมส่วนไม่มีช่องว่างบ่งบอกว่ามีความหลวมแอบแฝงอยู่   

    หวีผมเรียบแปล้จนแทบจะติดหนังหัว    ผิวกายสีน้ำตาลออกไปทางคล้ำดำซะมากกว่า 

    ความคมสันของกรามเด่นชัด   จมูก...บ่งบอกว่ามาจากที่ราบสูง   ดวงตาแจ๋วแว๋วแป๋วอีกต่างหาก  

    ตัวเราเองก็ทำเป็นหันซ้ายหันขวาแกล้งทำเป็นดูข้างทาง  

    แต่จริงๆจังหวะที่หันซ้ายหันขวานั้นคือ  การแอบพินิจพิจารณาชายนิรนามผู้มาใหม่  

    ในใจคิด....

    อืม.....ดูจากรูปพรรณสัณฐานน่าจะทำงานค่อนข้างต้องใช้กำลัง  เพราะพี่แกบึ๊ก  

    ดูจากส่วนเว้าส่วนโค้งของใบหน้าคงจะเป็นผู้ที่มาจากที่ราบสูง  

    เป็นกรรมกรป่าวว้า  

    น่าจะไม่พ้นงานก่อสร้าง  แต่พี่แกแต่งตัวเรียบร้อยดีน๊ะ  น่าจะเป็นโฟล์แมน    อืม.....คิด.....คิด.....  

    แต่...เอ๊ะ  

     

    นั่น....... 

     

    พี่แกถือถุงใสๆอะไรหนะ....

    คับคล้ายคับคาจะเป็นหนังสือ

    โอ้ววว.... ม่ายยยย....ไม่ใช่....ม่ายยยย

    นั่นมันรูปการ์ตูนนี่นา

    โอ้ว...หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นด้วย

     เป็นสิบๆเล่มเลยหนะ

    แล้ว......แล้วยังงัยเนี่ย     

    โอ้ว...มายก้อดดดดด  อเมซิ่งอินไทยแลนด์   อเมซิ่งงงงงงงงงงงงงงงงง

     

     

     

                                   

     

     

     

     

    ส่งเสริมการอ่านด้วยหนังสือลดราคาทุกเล่ม  www.auishop.com   

    555+ ทำให้เป็นเรื่องเดียวกันจ่นด้ายยยย

    เพียงเท่านี้

     

    เธอไม่ได้ต้องการให้ใครเข้าใจเธอ

    เพราะไม่งั้น  มันคงต้องเหน็ดเหนื่อย 

    กับการที่ต้องใช้ประโยคซ้ำๆ ต่อช่วงเวลาที่แตกต่างกัน 

    เพียงเพื่อให้อีกฝ่ายมีความเข้าใจในตัวเธอ

    ซึ่งผลลัพท์  มันอาจไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป

     

    เธอขอเพียง  ขอเพียงให้ตัวเธอเอง 

    ได้ดำเนินอยู่บนแนวทาง  แนวทางที่เธอเป็นฝ่ายตัดสินใจเอง

    เธอขอเพียงเท่านี้  เพียงเท่านี้จริงๆ

     

    เธอไม่มีความหวังจะแบ่งปันให้ใคร

    เธอไม่มีเคาน์เตอร์เพื่อรับฝากอนาคตจากใคร

    เธอไม่มีคำว่าครอบครัวให้กับใครที่ต้องการ

     

    เธอไม่มี  เธอจึงขอ

    ขอเพียงเท่านี้จริงๆ  ขอเพียงเข้าใจเธอ

    ปล่อยเธอ  ปล่อยให้เธอได้ดำเนินเรื่องชีวิตของเธอ 

    ด้วยตัวเธอเอง   เพียงเท่านี้.....  เพียงเท่านี้...

     

     

     

    อุ๋ยจ้า! หนังสือมือสอง

     

    แวะเข้าไปเยี่ยมชมกันบ้างน๊ะค่ะ   http://www.auishop.com
    อ่านเอง ขายเองค่ะ หนังสือมือสอง  คุณภาพคับจอ
    ทำในสิ่งที่รักคือแรงบันดาลใจในการก้าวเดิน
     
     
    ---------------------------------------------------------------------------
    เขาว่ากันว่า เศรษฐกิจจะดิ่งลง  ประชาชนจะยากไร้ บ้านเมืองจะอลหม่าน
    ใครเศร้าใจเพราะต้องตกงาน  แต่ฉันหยิ่งผยองยื่นใบลาออก
    ประเทศชาติจะดีหรือเลว ไม่ได้อยู่ที่ใครเป็นนายก แต่มันอยู่ที่ตัวเราเองต่างหากหละว่ามีคุณภาพแค่ใหน
    ดูหนังดูละครแล้วให้ย้อนดูตัวเอง   วิพากวิจารณ์แต่คนอื่นแต่ไม่เคยรู้จักตัวเอง
    บ้านเมืองจะปั่นป่วน  ฟ้าจะถล่ม  ดินจะทลาย
    แต่ฉันก็สุขใจ  เพราะได้นอนอ่านหนังสือ
     
    (555+  จบละจ๊ะ)
     

    ทาส = SLAVE

     

        

     

                   เป็นหนังสืออีกหนึ่งเล่มจากหลายๆเล่ม  ที่เมื่อเราอ่านจบแล้ว ก็อยากที่จะบอกเล่าสู่กันฟังเผื่อเพื่อนๆสนใจที่จะหามาอ่านกันบ้าง (ห้ามยืม...หวง! 555+)

                   หนังสือเล่มนี้เป็นประสบการณ์จริงของผู้เขียน (อีกเช่นเคย)   ในวัยเด็กเธอต้องตกเป็นทาส โดยไม่ได้รับค่าตำแหน่งตอบแทน  เธอถูกซื้อ-ขายผ่านพ่อค้าทาส  โดยการยัดเยียดตำแหน่งทาสจาก สงครามศาสนาหรือ จีฮาด    เผ่านูบาก่อนที่เธอถูกพรากจากมา ถูกเผาวอดวายให้สิ้นซาก โดยการจู่โจมของกลุ่มกองโจรมูจาฮิดิน มันเลือกไว้ชีวิตเฉพาะเด็กชายและหญิงเพื่อจะเอาไปค้าทาสต่อไป  ส่วนชาวบ้านที่วัยเกินกว่าจะเอาไปค้าทาสได้  มันฆ่าไม่ให้เหลือ เพราะมันคงลำบากในการบังคับให้ไปเป็นทาส  ถึงกระนั้นแม้กระทั่งเด็กที่อยู่ในท้อง  ก็ถูกกลุ่มมูจาฮิดินแหวะลากไส้ออกมา 

                  เมนเด เนเซอร์  บอกเล่าประสบการณ์ชีวิตจริงที่ผ่านมาของเธอ ผ่านลายลักษณ์อักษร ในหนังสือเล่มที่มีชื่อว่า  "ทาส" SLAVE  เธอต้องตกอยู่ในกระบวนการค้าทาส ของประเทศเธอเอง  และการอำนวยความสะดวกของรัฐบาลในประเทศเธอเอง  ซึ่งคนเผ่าอาหรับถูกสั่งให้เข่นฆ่าทำลายล้างคนผิวดำแห่งเทือกเขานูบาและทางใต้ของซูดาน  โดยให้เหตุผลว่า เป็นสงครามศาสนา  ทั้งๆที่ก็เป็นมุสลิมเหมือนกัน

                  ปัจจุบัน เมนเด เนเซอร์  อยู่ในประเทศอังกฤษ ได้ฐานะเป็นผู้ลี้ภัยสงคราม ในปี ค.ศ.2002  ซื่งกว่าจะได้มาต้องอยู่ติดกับความอดทนและฟันฝ่ามาดัวยความรู้สึกที่อกสั่นพรั่นพรึงต่อกระบวนการ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

     

    วาทะเยี่ยมยอดในเล่มที่เลือกมา

    "ฉันจะรู้สึกเป็นอิสระได้อย่างไรในเมื่อคนอื่นๆยังคงเป็นทาศอยู่ ?"

    - สะอึกหนะ  ทำให้มองย้อนกลับมามองตัวเอง

    " สำหรับฉันอิสรภาพคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในโลก  อิรสภาพคือสิ่งมหัศจรรย์และมีคุณค่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับฉันซึ่งถูกกดขี่เป็นทาสมาเป็นเวลานาน  สำหรับคนในซีกโลกตะวันตกอิสรภาพคือสิ่งที่ไม่ใส่ใจมากนักเพราะมันอยู่กับเขามาตั้งแต่เกิด"

     

     เทือกเขานูบา บ้านเกิดของเธอ

     

    ภาพชนเผ่านูบา

    (มุมขวาบน)ลอยสักจากเหล็กแหลมที่พ่อหรือแม่จะสักให้ลูกๆเพื่อความสวยงาม (สวยจริง) เหตุใช้เหล็กแหลมเพื่อให้เกิดเป็นแผลนูน(ธรรมชาติจริงๆ) โดยไม่ได้ใช้ผงหรือหมึกอย่างตำนานการสักยันต์ของไทยเรา

     ลายสักยันต์ของไทย

     

     

    เปิดตำนาน "ทาส" จัณฑาลแบบไทยๆ

    ทาส หมายถึง บุคคลซึ่งถูกนับสิทธิเสมือน สิ่งของของผู้อื่น ไม่มีอิสระในการดำรงชีวิต และมีหน้าที่รับใช้ผู้อื่นโดยมิได้รับการตอบแทนจากเจ้าของ(นายทาส)เช่น การรับใช้ทางด้านแรงงาน และหากไม่เชื่อฟังคำสั่ง อาจถูกลงโทษได้ตามแต่นายทาสจะกำหนด ยกเว้นเป็นการกระทำอันทำให้ถึงแก่ความตาย

    ชนิดของทาส

    ในประเทศไทย ทาสได้ถูกแบ่งออกเป็น 7 ชนิด (ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา โดยในสมัยก่อนหน้านั้นยังเป็นข้อถกเถียงของนักวิชาการ) ได้แก่

    1. ทาสสินไถ่- เป็นทาสที่มีมากที่สุดในบรรดาทาสทั้งหมด โดยเงื่อนไขของการเป็นทาสชนิดนี้ คือ การขายตัวเป็นทาส เช่น พ่อแม่ขายบุตร สามีขายภรรยา ดังนั้น ทาสชนิดนี้จึงเป็นคนยากจน ไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวหรือตนเองได้ จึงได้เกิดการขายทาสขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนสถานะกลับไปเมื่อมีผู้มาไถ่ถอน

    2. ทาสในเรือนเบี้ย-เด็กที่เกิดขึ้นระหว่างที่แม่เป็นทาสของนายทาส ทาสชนิดนี้ไม่สามารถไถ่ถอนตนเองได้

    3. ทาสที่ได้รับมาด้วยมรดก - ทาสที่ตกเป็นมรดกของนายทาส เกิดขึ้นก่อต่อเมื่อนายทาสคนเดิมเสียชีวิตลง และได้มอบมรดกให้แก่นายทาสคนต่อไป

    4. ทาสท่านให้ - ทาสที่ได้รับมาจากผู้อื่น

    5. ทาสที่ช่วยไว้จากทัณฑ์โทษ - ในกรณีที่บุคคลนั้น เกิดกระทำความผิดและถูกลงโทษเป็นเงินค่าปรับ แต่บุคคลนั้น ไม่มีความสามารถในการชำระค่าปรับ หากว่ามีผู้ช่วยเหลือให้สามารถชำระค่าปรับได้แล้ว ถือว่าบุคคลนั้น เป็นทาสของผู้ให้ความช่วยเหลือในการชำระค่าปรับ

    6. ทาสที่ช่วยไว้ให้พ้นจากความอดอยาก - ในภาวะที่ไพร่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้ประกอบอาชีพได้แล้ว ไพร่อาจขายตนเองเป็นทาสเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือจากนายทาส

    7. ทาสเชลย - ภายหลังจากได้รับการชนะสงคราม ผู้ชนะสงครามจะกวาดต้อนผู้คนของผู้แพ้สงครามไปยังเมืองของตน เพื่อนำผู้คนเหล่านั้นไปเป็นทาสรับใช้

     

    การพ้นจากความเป็นทาส

    การพ้นจากความเป็นทาสสามารถเกิดขึ้นได้ จากเหตุการณ์ดังต่อไปนี้

    * โดยการหาเงินมาไถ่ถอน
    * การบวชเป็นสงฆ์โดยได้รับความยินยอมจากนายทาส
    * ไปการสงครามและถูกจับเป็นเชลย หลังจากนั้น สามารถหลบหนีออกมาได้
    * แต่งงานกับนายทาสหรือลูกหลานของนายทาส
    * ไปแจ้งทางการว่านายทาสเป็นกบฏ และผลสืบสวนออกมาว่าเป็นจริง
    * การประกาศไถ่ถอนจากพระมหากษัตริย์ ในช่วงของการเลิกทาส

     

     

    สร้างสรร รึว่า ว่างจัด

     
     
    จะให้หัวเราะ รึว่า...ร้องห้ายยยยย
     
     
     
     
     

    ที่นี่ที่ใหน ???

     
    23-1-2552  8:29      UFO  เอาตึกไปแล้ววววว  มองไม่เห็นเลย
     
        
     

    ดีน๊ะ   ที่เราเป็นคนที่ตื่นก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น

    มิเช่นนั้น  ถ้าวันนี้เดินออกไปที่ระเบียงเราคง ง๊ง งง  ว่าฉันอยู่ที่ใหนเนี่ย

    ช่วงนี้เราก็มีโครงการจะไปเที่ยวทางเหนือกะเพื่อนๆซะด้วย

    อืม....

    โทรไปบอกเพื่อนดีกว่า ว่าไม่ต้องไปละ

    แค่รีบลุกจากที่นอน  ก็แค่นั้นเอง  

    หุ หุ

     

         

     

    ( มุมจากระเบียงหลังห้องค่ะ  ถ้าฟ้าโปร่งจะมองเห็นตึก-ราม-บ้าน-ช่อง )

     

     

    เพราะยืนอยู่กันคนละฝั่ง

     

    สถานที่....ที่ทำงาน

    มีกระจกใสๆขวางกั้น  จึงมีคนสองคนยืนอยู่กันคนละด้าน

    คนด้านใน

    เรา

    คนด้านนอก

    รุ่นพี่

     

     

     

    เริ่มต้น....3....4....แอ๊คชั่น!

    คนด้านในมองออกไปนอกกระจก   เห็นรุ่นพี่โบกไม้โบกมือ

    แล้วใช้นิ้วชี้   ชี้เข้าหาสมุดไดอารี่เล่มใหม่ที่กะลังชูขึ้นด้วยมืออีกข้าง

    แล้วทำปากยุ๊บยิบ   เหมือนจะเป็นคำถาม  แต่คนอีกด้านไม่ได้ยิน 

    เพราะมีกระจกขวางกั้น

    แต่....คนด้านในพอเดาได้ว่า  

    คนด้านนอกคงจะถามว่า    ได้สมุดเล่มใหม่แล้วหรือยัง

    คนด้านในจึงสั่นหัวแหงกๆ  เพื่อบอกให้คนด้านนอกรู้ว่า  ยังไม่ได้

    คนด้านใน

    รอ

    รอ

    รอ

     

    คนด้านในตัดสินใจเดินออกไปหาคนด้านนอก

    เพื่อเอ่ยปากถามว่า   ใหนหละสมุดเล่มใหม่ของฉัน

    เมื่อคนด้านนอกได้ยินดังนั้นจึงร้อง   อ้าวววววววว

    ก็ถามไปแล้วว่า  จะเอาหรือปล่าว   ก็เห็นสั่นหัว  เลยเข้าใจว่า  ไม่เอา

    เพียงเพราะกระจกใสๆขวางกั้น

     

    เราต่างมองเห็นกัน   แต่ความหมายของเรายังแตกต่าง

    แล้วถ้าหากเราต่าง จุด จุด จุด ฯลฯ    มันจะเป็นเช่นไร

    แต่คงไม่ขยายเป็นวงกว้างออกไป  ถ้าหากต่างฝ่าย  ต่างออกมาเพื่อเดินเข้าหากัน

    เหมือนคนด้านใน  ยอมเดินออกมาหาคนด้านนอก

    อืม....โลกใบนี้คงอ่อนโยนต่อกัน   เป็นแน่แท้

     

     

    หมายเหตุ

    ที่คนด้านในยอมเดินออกมาหาคนด้านนอก  เพราะอยากได้สมุดเล่มใหม่ต่างหากหละ = ผลประโยชน์ชักจูง

    ก๊ากๆๆๆๆๆ

     

     

    ความรัก

     
     
     
     
     

    ช่วงนี้ทำไมหันไปทางใหน  ก็เจอแต่ความหมายที่ต้องเกี่ยวพันกับคำว่า ความรัก

    ไอ้เราก็อุตส่าห์ปลีกวิเวก ไม่ยอมรับโทรศัพท์จากเหล่าบรรดาสหาย หายทั้งหลาย

    เพราะมันก็คงไม่พ้นเรื่อง รัก รัก สุข สุข ดิบ ดิบ ตามประสากระแสของการอยากระบายให้ใครซักคนฟัง

    ปิดการรับข่าวสารจากการสนทนา   แต่นิ้วมือเจ้ากรรมก็ไม่วายควานหาเรื่องเข้ามาใส่หัวอีก

    นั่งหน้าคอมฯจะให้ทำไรหละ  ถ้าไม่สรรหาตัวหนังสือมาอ่านให้ประเทืองปัญญาซะหน่อย

    คลิ๊กไปคลิ๊กมา ก็ดั้นนนน อีกละ   เกี่ยวพันกะ ความรัก อีกละ

    ไอ้ความที่ชอบรู้ชอบเห็นเป็นส่วนตั๊วส่วนตัว   ก็ทั้งผลักทั้งดันให้เอาน่า  ใหนๆก็ใหน  รู้ๆไปเถอะ

    รู้เผินๆ ไม่ใช่เรา    อย่างเรามันต้องรู้จริงรู้ลึก  ตั้งข้อสมมติฐานก่อนจะล้วงลึก

    จนกลายเป็นว่า  ปิดสัญญาณไม่อยากรับรู้เรื่องราวของสหาย  แต่กลับมาอยากรู้เรื่องของชาวบ้าน

    ตอนนี้เลยกลายเป็นว่า

    เปรียบการบริโภคจนเกินอิ่มแล้วเจ้าค่ะ   ถึงคอแล้วค่ะ  โอ๊ยยยย ....มะไหวแล้ว

    ทางนี้ก็ ความรัก  ทางนู้นก็ ความรัก  ข้างนี้ก็ รัก  ข้างกะนู้นก็ รัก

    ฮือๆๆๆๆๆๆๆ เห็นใจเราบ้างเถอะ

    จะบ้าเพราะรัก  จะแย่อยู่แล้วววววววว

     

     

     

    เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน

     
     
     

    ดอกหาง นกยูง สีแดงฉาน
    บานอยู่เต็มฟากสวรรค์
    คนเดินผ่าน ไปมากัน
    เขาด้นดั้น หาสิ่งใด

    ปัญญา มีขาย ที่นี่หรือ
    จะแย่งซื้อ ได้ที่ไหน
    อย่างที่โก้ หรูหรา ราคาเท่าใด
    จะให้พ่อ ขายนา มาแลกเอา

    ฉันมา ฉันเห็น ฉันแพ้
    ยินแต่ เสียงด่า ว่าโง่เง่า
    เพลงที่นี่ ไม่หวาน เหมือนบ้านเรา
    ใครไม่เข้า ถึงพอ เขาเยาะเย้ย

    นี่จะให้ อะไร กันบ้างไหม
    มหาวิทยาลัย ใหญ่โตเหวย
    แม้นท่าน มิอาจให้ อะไรเลย
    วานนิ่งเฉย อย่าบ่น อย่าโวยวาย

    ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
    ฉันจึง มาหา ความหมาย
    ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย
    สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว

    มืดจริงหนอ สถาบัน อันกว้างขวาง
    ปล่อยฉัน อ้างว้าง ขับเคี่ยว
    เดินหา ซื้อปัญญา จนหน้าเซียว
    เทียวมา เทียวไป ไม่รู้วัน

    ดอกหาง นกยูง สีแดงฉาน
    บานอยู่เต็ม ฟากสวรรค์
    เกินพอ ให้เจ้า แบ่งปัน
    จงเก็บกัน อย่าเดิน ผ่านเลยไป

    บทกวีบทนี้อยู่ในหนังสือชื่อ ฉันจึงมาหาความหมาย แต่งโดย วิทยากร เชียงกูล

    การสัมผัสแห่งลมหนาว (1)

     
     " ความเจ็บปวดเป็นผลมาจากการพิพากษา  ที่เธอมีต่อจิตใจตัวเอง
    ลบคำพิพากษานั้นเสีย  บาดแผลจะหายไป "
     

    ในท่ามกลางบรรยากาศแห่งลมเหงา  สำหรับคนโสด 

    กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของเซล์แห่งความรู้สึกที่ทำให้ต้องนึกหวลถึงเรื่องที่ผ่านมาของวันเก่าๆ   

    มันเหมือนเป็นสัญญาณบอกว่าใกล้ถึงวาระแห่งการเริ่มต้น 

    หากจะเริ่มต้นมันก็ต้องมีการประเมินผลกับวาระที่ผ่านๆมา  

    จึงไม่ผิดเพี้ยนอันใดที่จะต้องรำพึงถึงเหตุการณ์เก่าๆไม่ว่าจะแสนนานเพียงใด  เราก็ยังคงไม่ลืม

     

    นึกถึงเรื่องเก่าๆทีไร  มีอยู่เรื่องหนึ่ง  ที่เรานึกทีไรก็มักจะต้องหัวเราะสมน้ำหน้าตัวเองทุกครั้ง 

    และก็จะจบการนึกถึงเรื่องนั้นด้วยการถอนหายใจแรงๆและยิ้มให้กับมัน

     

    เรื่องมันมีอยู่ว่า

    ช่วงเวลาหนึ่งของความต้องการ  

    ความต้องการอยากจะมีใครคนหนึ่งอยู่เคียงข้าง  เหมือนๆกับที่คนรอบข้างเขามีกัน

    เคียงข้างเพื่อที่จะ  ไว้พูดคุยกันได้ทุกเรื่องๆ  เหมือนที่เขาคุยกัน

    เพื่อไปใหนมาใหนเป็นเพื่อนกัน  เหมือนที่เขาเดินไปด้วยกัน

    เพื่อคอยดูแลเรายามป่วยไข้  เหมือนที่คนอื่นเขาดูแลกัน

    เพื่อคอยแสดงความห่วงใยเอื้ออาทรต่อกัน  อย่างที่ควรจะมีให้กัน

     

    ช่วงเวลามันแสนยาวนาน

    นานกับการค้นหา  นานกับการรอคอย  ว่าเมื่อไรมันถึงจะใช่ซะที

    แต่ในยามถดถอย  ท้อแท้  กับเรื่องราวในชีวิตประจำวัน

    อาการบีบคั้นจำเป็นที่จะต้องเลือกที่จะต้องมีมันเริ่มรุนแรงมากขึ้น

    เพื่อที่จะได้มีใครอยู่ร่วมในสถานการณ์ที่เราไม่อยากเผชิญเพียงลำพัง

     

    แต่ให้ตายเถอะ  ก็มันไม่ใช่หนะ

    จะบีบ จะเค้นยังงัย  มันก็ไม่ยอมโผล่หัวแสดงตัวตนซะที

    อ้างว้าง    ไม่มีใครยืนอยู่เคียงข้าง

     

    มันจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เรามีความจำเป็นต้องค้นหาบุคคลในอดีตที่เราประทับใจ ตราตรึง  ซึ้งใจ 

    และที่สำคัญมันจะต้องยังไม่จบ     และชายคนนั้นก็มีชื่อว่า  พี่เก๋ 

    ในห้วงเวลาที่เราต้องเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่าเลวร้าย  เพียงลำพัง

    เรามักจะนึกถึง  พี่เก๋      คอยคิดถึงความประทับใจที่เรามีต่อพี่เขา

    ถึงแม้เราจะไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ใหน  แต่ก็ยังดีที่มีคนให้เราคิดถึง

    มันทำให้เกิดความรู้สึก อุ่นใจ อย่างหาที่เปรียบไม่ได้

    พี่เขาอยู่ในใจเรามาตลอด.....เป็นเวลาหลายปี

     

     

     

    โปรดอ่านต่อ

    การสัมผัสแห่งลมหนาว (2)

     
     

    พี่เก๋  เป็นผู้ชายที่ไม่เหมือนใคร  ตราบเท่าที่เรารู้จักผู้ชายมาจนถึงทุกวันนี้

    พี่เขาเป็นคนมีเสน่ห์  การพูดจาน่าหลงใหล    

    ผมสั้นเหมือนบิลลี่-เข้ม   ใส่ตั่งหูข้างเดียว     

    เรารู้จักกับพี่เก๋เมื่อเราอายุได้ 15 ปี  พี่เก๋เป็นรุ่นพี่เราเพียงสองปี

    บ้านเราอยู่คนละซอย  แต่ใกล้ๆกัน

    เจอกันทุกเช้า   เพราะขึ้นรถประจำทางสายเดียวกัน  แต่อยู่กันคนละโรงเรียน

    ตอนนั้นเราไม่ได้แอบชอบพี่เขา   แต่เราทำให้พี่เขารู้ตัวเลยว่า  เราชอบพี่เขา

    สิ่งที่ตอบกลับมาเมื่อเจ้าตัวรู้ตัวแล้ว  คือ การสอนให้รุ่นน้องเข้าใจความหมายของคำว่า ความรัก  ให้สำคัญกว่าที่เป็นอยู่

    พี่เก๋ เป็นคนที่ลึกซึ้งต่อ การกระทำ  ไม่ว่าจะด้วยวาจา  หรือกิริยา

    เราชอบฟังเพลงคาราวานเหมือนกัน  ชอบอ่านหนังสือไม่มีปกเหมือนกัน

    จัดอยู่ในประเภทกลุ่มเฮฟวี่เหมือนกัน   ในเวลานั้นอาณาจักรของวัยรุ่นกลุ่มพวกเราจะแบ่งเป็นสามกลุ่ม

    คือ  วัยหวาน  บูติค  และก็เฮฟวี่  ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีการใช้คำว่า เพื่อชีวิต  แตกแขนงออกมาอีก

    พี่เก๋ มีความหนักแน่นในตัวเอง   มีอุดมการณ์ในการใช้ชีวิตอย่างไม่เพ้อฝัน

    เป็นเด็ก(สมัยนั้น)ที่รู้จักหาเงิน  เป็นนักท่องแดนธรรมชาติ  และเป็นนักเดินทาง

    เรารู้จักกันไม่ถึงสองปี     และเราก็ต้องจากกันเพราะ  

    พี่เก๋ต้องย้ายไปอยู่จังหวัดอื่น   เหมือนกับที่พี่เก๋มา   ก็เพราะย้ายมาจากจังหวัดอื่นเช่นกัน

    ไม่มีการกล่าวคำล่ำลา ใดใด  เพราะพี่เก๋ไม่ได้บอกเรา

     

    โปรดอ่านต่อ

    การสัมผัสแห่งลมหนาว (3)

     
     

    เมื่อสองปีที่ผ่านมา

    ด้วยความต้องการอยากจะมีใครซักคนที่เคียงข้าง   มันล้นพ้นจนเกินจะกลั้นไว้ได้แล้ว

    ในเมื่อ     ปัจจุบัน    เรายังไม่เจอคนที่ใช่      เราก็ขอเลือกคนที่ใช่  ในอดีตก็แล้วกัน

    เราตัดสินใจ  เพื่อที่จะค้นหา  ว่าพี่เก๋อยู่ที่ใหน  เราต้องติดต่อพี่เขาให้ได้

    คำถามมากมาย  เริ่มหลั่งใหลดั่งสายน้ำเชี่ยว  ถาถมเข้ามาในความคิด

    แล้ว....ถ้าพี่เขามีครอบครัวแล้วหละ

    แล้ว...ถ้าพี่เขายังโสดหละ

    แล้ว...ถ้าพี่เขาไม่เหมือนเดิมหละ

    แล้ว....แล้ว....แล้ว.....

    ไม่ว่าจะเกิดคำถามใดๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาในห้วงยามของความคิด  

    ก็ไม่เท่ากับคำถามเดียวที่เราค่อนข้างหวาดหวั่นอย่างสาหัส

    คือ   ทุกคนต้องมีอดีต   ปัจจุบัน  และอนาคต

    เรากล้าพอแล้วหรือ   ที่จะดึงอดีตให้มาเป็นปัจจุบัน

    คิดดูให้ดีน๊ะ....เราบอกกับตัวเอง

     

    ถ้ามนุษย์เราทำอะไรโดยมีความต้องการเป็นรากฐาน

    ไม่ว่าฟ้าจะถล่ม  ดินจะทลาย  มันก็ต้องไขว่ขว้ามาให้ได้

    เราจึงเริ่มค้นหาพี่เขา  โดยเริ่มจากอินเตอร์เน็ต

    เราจำชื่อ-สกุล ของพี่เก๋ได้อย่างแม่นยำ   

    เราหาเบอร์โทรศัพท์บ้านที่มีนามสกุลเดียวกันกับพี่เก๋  

    แล้วจดมันทุกเบอร์    และก็โทรมันทุกเบอร์

    ภายในวันนั้น  และเกือบจะเป็นเบอร์สุดท้ายของความหวัง

    คู่สายที่เราโทรไป   ตอบกลับมาว่า  รู้จักผู้ชายคนที่เราถามถึง

    และขอให้เราฝากเบอร์ไว้ให้   และจะให้ผู้ชายคนที่เราถามหาโทรกลับในภายหลัง

    เมื่อสิ้นสุดการสนทนาและวางสายลง

    เราแทบอยากจะกรี๊ดดดด  ออกมาดังๆๆๆ

    ตื่นเต้น  ดีใจ  ที่ทำสำเร็จ      แต่...แล้วมันจะใช่คนเดียวกันหรือเปล่าหละ

    และเมื่อไหร่หละ   เขาถึงจะโทรกลับมา

     

    ในเย็นวันนั้น  เราไปงานคืนสู่เหย้าที่มหาลัย

    เรากำลังนั่งคุยสนุกสนานกับเพื่อนๆภายในโต๊ะ  ทันใดนั้นก็มีสายเรียกเข้า

    เป็นสายที่โชว์แต่เบอร์  ไม่ได้ถูกบันทึกชื่อไว้   มันคือเบอร์ใหม่ที่โทรเข้า

    ตอนนั้นเราไม่คิดอะไร   แต่เมื่อเรารับสาย  มันทำให้เราต้องรีบคิดทันที

    ใช่แล้ว   พี่เก๋จริงๆด้วย    ใช่จริงๆๆๆ 

    เราได้พูดคุยกันซักพัก  ด้วยต่างฝ่ายต่างมีน้ำเสียงที่ตื่นเต้น  และต่างแปลกใจว่าไม่น่าจะเป็นไปได้

    ที่เราได้มีโอกาสได้พูดคุยกันอีกครั้ง    เมื่อเวลาล่วงเลยมาสิบกว่าปีแล้ว

     

    หลังจากวันของการเริ่มต้นพูดคุยกันใหม่อีกครั้ง

    เราทั้งคู่ก็ได้โทรคุย ติดต่อกันได้ซักระยะ   จึงได้นัดพบกัน  ทานข้าวด้วยกัน

    และเมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไป 

    เรากลับต้องย้อนถามตัวเอง  

    ว่า...ตกลงจะเอายังงัย

    เรา   ตอบด้วยการกระทำ

     

     

    พี่เก๋

    ยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง   ทุกอย่างจริงๆ

    แต่เราเองต่างหาก  ที่ไม่เหมือนเดิม

     

    ทุกวันนี้....เมื่อถึงฤดูกาลของการเริ่มต้นใหม่

    เราจึงมักหัวเราะให้กับคนที่ไม่มีอดีต 

    เพราะเธอได้เลือกและดึงมันมาให้เป็นปัจจุบันไปซะแล้ว

    อย่างสะใจ และสมน้ำหน้า  

    เพราะตอนนี้เธอไม่เหลือใครแล้วจริงๆ   นอกจากตัวเธอเอง.....เพียงลำพัง

    ก๊ากกกกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

     

     

    ความเจ็บปวดเป็นผลมาจากคำพิพากษา ที่เธอมีต่อจิตใจตัวเอง
    ลบคำพิพากษานั้นเสีย  บาดแผลจะหายไป"
     

    count down 2552

    28 ธ.ค. 51  -  4 ม.ค. 52   ณ  ศูนย์ปฏิบัติธรรมเวฬุวัน จ.ขอนแก่น  ( 8 วัน 7 คืน )
     
        
     ขอสวนกระแส นิสสสนึงค่ะ
     
       
     พาคุณน้องชาย-มารสุรา  มาเข้าถึงตัวเองซะหน่อยค่ะ
         
    รุ่งเช้าของปีใหม่ก็ใส่บาตร  ที่สำคัญพระทุกรูปเป็นพระแนวปฏิบัติค่ะ  
    ดูเราจิกลัวกล้องไม่เห็น   ใส่บาตรยังต้องหันหน้าหากล้องหนะ 
     
     

    กลับมาแล้วจ้า

     

    ยู้ฮู้  กลับมาละจ้า คิดถึงทุกคนจังเล๊ยยย

    เฮ้อ...พอกลับมาถึง เป็นเรื่องปรกติของนักเดินทางที่จะต้องสะสางกับเสื้อผ้าที่ขนไป   อีกทั้งของเก่าที่คาไว้ก่อนไป

    ใหนทั้งจะต้องพักผ่อน  เพื่อฟื้นกำลังกลับคืน  ใหนทั้งจะต้องสะสางกะเป๋าที่หิ้วไปด้วย  ใหนทั้งจะต้องรายงานข่าวการกลับมาให้เพื่อนๆทราบกว่าจะครบทุกคน 

    เหนื่อยๆๆๆๆ และก็สกปรก  งั้น...ก็ขอเลือกที่จะเก็บความสกปรกเอาไว้    แต่จะขอเพิ่มพลังก่อนน๊ะค่ะ

    มาถึงก็เลยจัดแจงนอนซะงั้น  กะเป๋ามาถึงยังงัยก็วางไว้เหมือนเดิม  คิคิ

    นอนละก็นอน  พอฟื้นคืนชีพ  ก็อยากจะเอาผลงานมาอวดเพื่อนๆละ

    เชิญรับชมได้ ณ บัดนี้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

     

      

    25 ธ.ค. 51 

    เดินทางจากกรุงเทพฯไปยังที่หมายคือจ.อุบลฯ

     

    26 ธ.ค. 51

    วันเริ่มต้นของการเดินทาง โครงการแสวงบุญทัวร์ (แหะๆคิดขึ้นเองจ้า)

    ออกเดินทางจากอุบลฯ ประมาณตีห้าครึ่ง  มุ่งหน้าไปทาง จ.อำนาจเจริญ

    สถานที่แรก  พระมงคลมิ่งเมือง จ.อำนาจเจริญ 

              

     

             

    หม่ำข้าวเช้ากันที่นี่เลยค่ะ  อากาศเย็นสุดๆ  กับข้าวเหนียวอุ่นๆ+ทอดปลาเค็มหน่อยๆ  เจริญอาหารเลยค่ะ  กินไม่ยอมหยุดอยู่คนเดี๊ย

     

     

    สถานที่สอง ในวันเดียวกัน (26 ธ.ค. 51)  ผาน้ำย้อย หรือ ผาน้ำทิพย์   สวยมากๆครั้งนี้เป็นครั้งที่สองค่ะที่เราเคยไป

    ครั้งแรกไปกับคุณพ่อค่ะ ตอนนั้นยังสร้างไม่เสร็จค่ะ ประมาณหกเจ็ดปีได้ละ แต่ก็เห็นเค้าโครงของความงดงาม

     

                           

    ต้องเดินขึ้นกันนิssssนึงค่ะ  แฮ๊กๆๆ บวกด้วยอากาศเย๊นนนนเย็นค่ะ  เราเป็นคนชั่งหนาวหนะ ออฟชั่นเลยเยอะกว่าเพื่อนๆนิsssss นึงค่ะ

                    

     พอเดินขึ้นมาจนได้หนึ่งหอบละ  ภาพแรกที่เจอก็จะเป็นแบบนี้ค่ะ / พอเดินเข้ามาภายในก็จะอึ้ง...ตะลึงค่ะ

                

     บรรยากาศรอบๆตัว /   แหงนหน้าขึ้นมองหน่อยน๊ะ

                    

                     

           

                   

     บรรยากาศข้างบนค่ะ   ลมแรงมากๆๆ  แรงแบบยืนไม่อยู่เลยหนะค่ะ  ขาต้องถอยหลังตามแรงลมเลยหนะ   ใครแรงน้อยไม่แนะนำให้ขึ้นไปน๊ะค่ะ  ปลิวค่ะปลิว    แต่เรามียืนนิ่งๆทำสมาธิด้วยน๊ะ รู้สึกดีค่ะ ลมแรงจนเมื่อหลับตาแล้วเหมือนเราเป็นอากาศไปเลยค่ะ

                       

     บรรไดขึ้นของแต่ละชั้น  ลงตัวอย่างงดงามมากๆ  /  ลวดลายตรงที่พักของบรรไดค่ะ  เหมือนหน้าเค๊กเลยหนะ  เกือบจะแกะมาหม่ำซะละ

     

                     

     ลงมาก็พักเหนื่อยกันหน่อยค่ะ อากาศดีมาก สดชื่น  / น้องสะใภ้ - น้องชาย ค่ะ

    ส่วนคุณแม่มาแอบทานก๋วยเตี๋ยวอยู่นี่ค่ะ

     

     

    สถานที่สาม  ในวันเดียวกัน (26 ธ.ค. 51)  จ.มุกดาหาร  ตลาดอินโดจีน

     

     

      

          

         

     

    สถานที่สี่  ในวันเดียวกัน (26 ธ.ค. 51)   จ.นครพนม  พระธาตุพนม

             

            

      

     

     

    สถานที่ห้า  ในวันเดียวกัน (26 ธ.ค. 51)   จ.นครพนม  พระธาตุเรณู

     

     

         

    จากพระธาตุเรณู  เราก็มุ่งหน้าสู่ จ.สกลนคร  แล้วก็ค้างแรมกันที่นั่นค่ะในคืนนั้นค่ะ

     

    27 ธค. 51  จ.สกลนคร

    สถานที่แรก  วัดป่าสุทธาวาส  จ.สกลนคร  - หลวงปู่มั่น

       

      เราได้นั่งสมาธิประมาณครึ่ง ช.ม. ต่อหน้าอาจารย์ใหญ่ด้วยค่ะ  ตอนเราไปถึงก็ไม่เห็นมีคนเพราะเช้านั้นฝนรินๆด้วยและก็เป็นวันเสาร์  เราก็คิดว่าคงไม่ค่อยมีใครมาเลยจัดแจงนั่งมันตรงกลางๆเลยค่ะ   ตั้งโทรศัพท์เตือนไว้ที่ครึ่งชม.  พอครบเวลา   แหะๆๆๆ  หล่อนนั่งซะกลางวง  คนที่เขามากันเป็นคณะ(รถทัวร์)  รูปทุกใบต้องมีด้านหลังเราติดไปด้วยหนะ   555+ ยัยคนนี้หนิจริงๆเล๊ยยยย

       

      

       

     

     

    สถานที่สอง  พระธาตุเชิงชุมวรวิหาร  จ.สกลนคร  ของวันที่ 27 ธค. 51

     

           

     

     

     

     

    สถานที่สาม  ไดโนเสาร์  จ.สกลนคร   ของวันที่ 27 ธ.ค. 2551

        

      คุณแม่เขาทำท่าน่ารักเน๊อะ  คิดได้งัยเนี่ย

      

       

        

       

        

    ต้อนรับปีใหม่


                           ส่งท้ายปีเก่า...ร่วมรับสวัสดีปีใหม่ค่ะ 25 ธ.ค.-5 ม.ค. 52 งานนี้ชีน้อยออกเดินสายค่ะ ไปอุบลฯ-นครพนม-สกลนคร-ขอนแก่น ค่ะ ร่ม เย็น เป็น สุข กันถ้วนหน้าน๊ะค่ะ
     

    อยาอัน ฮีร์ซี อาลี

     

    ทรยศ
    ( Infidel )

    ผู้แต่ง : อยาอัน ฮีร์ซี อาลี
    ผู้แปล : วิภาดา กิตติโกวิท
    ราคา : 365 บาท
    สำนักพิมพ์ : สันสกฤต
     
     
    -------------------------------------------------------------------
     

    จบแล้ว   มันจบแล้ว

    จากการหมกมุ่นกับการอ่านหนังสือเล่มนี้   ที่อัดแน่นด้วยตัวหนังสือจำนวน 460 หน้า

    ในแต่ละวันทำให้กินข้าวไม่เป็นเวลา  นอนไม่เป็นเวลา  

    และในวันนี้  ตื่นตอนหกโมงเช้า  ซึ่งสายกว่าปรกติ เพราะเมื่อคืนนอนดึก   

    คิดว่าวันนี้เป็นงัยเป็นกัน ไม่กิน ไม่อาบน้ำ(เสียเวลา)  ดื่มแต่น้ำผลไม้ 

    จนเวลาล่วงเลยไป   และแล้วเราก็ปิดหนังสือหน้าสุดท้ายลง  ณ เข็มนาฬิกามาหยุดที่เลข 3   

    ห๊าๆๆๆ..... ตั้งแต่เช้าจนถึงบ่ายสามโมง  เรานั่งอ่านหนังสือเล่มนี้   โดยยอมวางหนังสือเฉพาะตอนไปเข้าห้องน้ำ

    นอกนั้น   จับไม่ยอมปล่อย

     

    มันเป็นหนังสือในรอบหลายปี  ที่ทำให้เราไม่หลับไม่นอน  นานมากๆ กับความรู้สึกนี้  จนเกือบลืมมันไปแล้ว

    เนื้อหาเป็นเรื่องจริงจากผู้เขียน  ตีแผ่ชีวิตตัวเธอเอง  อยาอัน  อีร์ซี อาลี 

    ซึ่งในปี 2005  เธอถูกจัดให้เป็น 1 ใน 100 ของบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งปี  ประเภทผู้นำและนักปฏิวัติ

    เมื่อคุณอ่านหนังสือเล่มนี้จบ   คุณจะหมดศรัทธาในตัวเอง  

    เพราะเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ชีวิตฝั่งเรามันสุดแสนจะสะดวก-สบาย-ปลอดภัย  กว่าอีกซีกโลกเป็นอันมาก

    แต่ฝั่งเรา หลายๆคนมักจะศิโรราบให้กับชะตาชีวิต  ทั้งๆที่มีเครื่องมือในการขัดขืนต่อสู้ มากกว่าฝั่งนู้น

     

     

    ฟากเรา     อยู่คนเดียว  เพราะต้องการความเป็นส่วนตัว

    ฟากเขา    อยู่รวมกันเป็นสิบๆคนในห้องไม่กี่สิบตารางเมตร

    ฟากเรา     คอยลุ้นว่าบุตรคลอดออกมาจะมีน้ำหนักกี่พันกรัม

    ฟากนู้น   ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรให้ทารกเกิดใหม่ที่มีแต่หนังแห้ง เหี่ยวติดกระดูก  หัวโตกว่าตัวกิน  เพราะแม่ไม่ได้กิน          

                     อาหารเป็นเวลานานจนไม่มีน้ำนมให้กับลูก

    ฟากเรา     ยามวิกาล  เด็กวัยรุ่นขับขี่มอร์เตอร์ไซด์แข่งกันบิดให้ดังๆ  เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยแถวๆนั้นอยู่ไม่เป็นสุข                     

                     รวมถึงการรวมกลุ่มกันไปเต้นแร้งเต้นกา  เสพของมึนเมาในผับ-บาร์-สถานที่เริงรมณ์

    ฟากนู้น    แม้ในตอนกลางวันไม่สามารถเดินไปใหนมาใหนได้โดยลำพังได้  เพราะคุณอาจมีมีดหรือปืนจ่อที่ลำคอ   

                     เพียงเพื่อต้องการทรัพย์สินในตัวคุณ   แม้กระทั่งการนั่งทานข้าวเย็นภายในครอบครัว  ก็อาจจะมีทหาร 

                    ถือปืนถีบประตูเข้ามากราดยิงพวกคุณทั้งครอบครัวทิ้งก็ทำได้

    ฟากเรา    โดดเรียน ขี้เกียจ   อยากทำงานในตำแหน่งโก้หรู

    ฟากนู้น   เกินกว่าจะบรรยายเรื่องของโอกาสในการศึกษา

     

    แต่....เธอคนนี้   อยาอัน  อีร์ซี อาลี   เรียบจบปริญญาโท-รัฐศาสตร์    ด้วยสถานะภาพผู้ลี้ภัย

    ลองนึกภาพกันเอาเองว่า  ในฐานะผู้ลี้ภัยซึ่งสิทธิย่อมด้อยกว่า  แต่เธอทำให้เป็นเรื่องง่ายจนสามารถอำนวยให้เธอมายืน ณ จุดนี้ได้

     

    ถ้าไม่บอกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องจริงจากผู้เขียน  

    คิดได้หนทางเดียวคือ  มันคือนิยายที่ถูกแต่งขึ้นอย่างยอดเยี่ยม    เพราะไม่มีความเป็นไปได้เลย  ที่จะมีใคร คนใด มีชีวิตอย่างนี้ได้ 

    แต่มันคือความจริงแท้ของตัวอย่างหนึ่งชีวิต  ที่มีโอกาศได้ตีแผ่ไปยังทั่วโลก  

    มันมีเรื่องศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างเข้มข้น  ไม่อยากบอกว่าศาสนาอะไร 

    เพราะเดี๋ยวเราอาจจะถูกปองร้าย  จากกลุ่มหัวรุนแรง(ศาสนา)  ในประเทศไทย  ( แหะๆๆๆๆ ตามแบบอย่างในหนังสือหนะจ๊ะ)

     

    ...................................................................

     

    เราจงทานข้าวแต่ละคำ รู้คุณค่าของอาหารแต่ละมื้อ เพื่อตัวเราและเพื่อคนที่เขาไม่รู้ว่าวันใดจะได้ทานข้าว
    เราจงใช้เสรีภาพที่เราได้รับ อย่างเกิดคุณประโยชน์ เพื่อตัวเราและเพื่อคนที่เขาไม่เคยสัมผัสอิสระภาพ
    เราจงทำงานที่เราดูว่าน่าเบื่อ-หนัก แทนคนที่เขาไม่มีโอกาศแม้แต่จะได้จับหนังสือ
    เราจงมุ่งมั่นทำในสิ่งที่คิดว่ามันยากให้สำเร็จ แทนคนที่เขาถูกจำกัดแม้กระทั่งความคิด
    เราจงมองเขาเหล่านั้น และยิ้มให้กับเขา
    แทนคำขอบคุณอันล้นพ้น ที่ทำให้เราหันมามองตัวเอง
    ว่าวันนี้คุณทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้างหรือเปล่า, ทำอะไรเพื่อทดแทนสิ่งที่ไม่ได้เกิดกับคนอื่นบ้างรึป่าว

     

     

     

    5-12-51

     
                                                                  ฟ้องด้วยภาพ.....ว่า.......เช้านี้ไปทำไรมา
     
     
                                                                       ตอนเช้าไปทำบุญ- ปล่อยปลา
                                                              
     
                                  
     
     
                          
     
     
                                                                 ตอนเย็น   ไปนอนวัด3 วัน